Web Structure คืออะไร ปรับโครงสร้างเว็บไซต์อย่างไรให้ดีต่อ SEO

โครงสร้างเว็บไซต์ หรือ โครงสร้าง มักเป็นสิ่งที่คุณจะไม่ใส่ใจมากนัก แต่อย่างไรก็ตามจะมีสิ่งที่น่าตื่นเต้นอีกมากมายเมื่อคุณใช้หรือสร้างเว็บไซต์ เช่น การออกแบบเว็บไซต์ หรือ ความปลอดภัยของเว็บไซต์

การวางโครงสร้างเว็บไซต์ ไม่ได้ดูเรื่องของดีไซน์อย่างเดียวเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญควรโฟกัสที่โครงสร้างแต่ละหน้าของตัวเว็บด้วย  โดยบทบาทสำคัญของเว็บไซต์ คือหน้าเว็บจะเป็นตัวที่ควบคุมข้อมูลทั้งหมด โดยคนออกแบบหน้าเว็บจะต้องทำให้ ผู้ที่เยี่ยมชมเว็บไซต์ สามารถค้นหาสิ่งที่ต้องการในแต่ละ Site ของเว็บ ยิ่งทำให้คนอยู่บนหน้าเว็บเป็นระยะเวลานานได้ ยิ่งเป็นเรื่องที่ดี

สำหรับบทความนี้ เราจะพาทุกคนไป เจาะลึกเกี่ยวกับแง่มุมนี้ของการสร้างเว็บไซต์ เราจะให้คำจำกัดความของโครงสร้างเว็บไซต์ ว่าทำไมจึงสำคัญ การระบุองค์ประกอบที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างเว็บไซต์ และอธิบายตัวอย่างโครงสร้างเว็บไซต์ประเภทต่างๆ พร้อมวิธีการวางแผนโครงสร้างเว็บไซต์ของคุณเอง รวมถึงแนะนำเครื่องมือสำหรับใช้ออกแบบหน้าเว็บไซต์

หัวข้อที่น่าสนใจในเรื่อง Web Structure :

โครงสร้างเว็บไซต์ คืออะไร

โครงสร้างเว็บไซต์ คือ การจัดการกับหน้าเว็บไซต์ส่วนต่างๆ ให้มีการเชื่อมโยงแต่ละหน้าเข้าด้วยกัน โดยการออกแบบโครงสร้าง Site แต่ละหน้า จะทำให้ผู้ใช้งานคลิกเข้าชมเว็บไซต์ได้อย่างง่ายดายแบบไม่หลงทาง หาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการเจอได้เอง และยังทำให้เสิร์ชเอนจิ้นของกูเกิ้ล ค้นหาหน้าเว็บธุรกิจเจอได้ง่ายขึ้น

ทำไมโครงสร้างเว็บไซต์ที่ดีถึงมีความสำคัญ

เหตุผลหลักที่ต้องใส่ใจเกี่ยวกับโครงสร้างเว็บไซต์ของคุณ คือ ประสบการณ์ของผู้ใช้ เมื่อ Site ของคุณซับซ้อนในการทำงานและยากในการค้นหาสิ่งต่างๆ ผู้เข้าชมจะรู้สึกผิดหวังและออกไปจากการใช้งานเว็บไซต์ ส่งผลให้ Bounce rate เพิ่มขึ้น และยอดขายหน้าเว็บที่ลดลง

นอกจากนี้ โครงสร้างของเว็บไซต์ที่ดี จะช่วยให้ผู้เยี่ยมชมค้นหาผลิตภัณฑ์ บริการ หรือข้อมูลที่ต้องการได้ง่ายขึ้น โดยการวางโครงหน้าแต่ละหน้า จะต้องเชื่อมโยงข้อมูลให้ตรงกับประสบการณ์ของผู้ใช้และตอบโจทย์ Customer Journey บนหน้าเว็บอย่างแท้จริง เพื่อเพิ่มโอกาสที่ผู้เยี่ยมชมไซต์จะกลายเป็นลูกค้าได้

มื่อผู้ใช้ใช้เวลามากมายบนเว็บไซต์ของคุณ และไม่ย้อนกลับไปยังผลการค้นหา นั่นเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับเครื่องมือค้นหาของเว็บไซต์ของคุณ ซึ่งหมายความว่าเว็บไซต์ของคุณนำเสนอประสบการณ์ที่เป็นมิตรกับผู้ใช้และบางสิ่งที่สามารถตอบโจทย์ในการค้นหาบนเว็บไซต์ของคุณได้ นอกจากนี้หน้าเว็บที่ดียังส่งผลต่อการจัดอันดับการค้นหาที่ดีขึ้น นั่น หมายความว่า การใช้งานบนเว็บจากผู้ใช้จะเพิ่มมากขึ้น (Traffic)

วางโครงสร้างเว็บไซต์มีประโยชน์อย่างไร

การลงทุนในโครงสร้างเว็บไซต์ที่ดี ยังมีประโยชน์ ดังต่อไปนี้ :

  • ทำให้กูเกิ้ลค้นหาเว็บเจอ Crawl Ability – โครงสร้างเว็บไซต์ที่ดีทำให้ไซต์ของคุณง่ายต่อการรวบรวมข้อมูล ช่วยให้ระบบเสิร์ชเอนจิ้นค้นหาสามารถค้นพบหน้าต่างๆ ได้มากขึ้น ตลอดจนค้นหาเนื้อหาใหม่และเนื้อหาที่เปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วขึ้น
  • ทำให้ SEO แต่ละหน้าเว็บดีขึ้น – เสิร์ชเอ็นจิ้นเข้าใจได้ง่ายขึ้นว่า หน้าเว็บไซต์ไหนสำคัญมากบ้าง โดยหน้าเว็บไซต์ที่ดีทีสุดและมีการใช้คีย์เวิร์ดที่ถูกต้องเหมาะสมจะส่งผลต่อ PageRanking
  • ได้รับ Link Authority ที่ดี – คล้ายกับข้างต้น โครงสร้างเว็บไซต์ที่ดีช่วยให้คุณได้รับ Backlink จากทั้งเว็บไซต์ภายนอกและเว็บไซต์หลักของคุณเอง
  • ทำให้หน้าเว็บไซต์มีความน่าเชื่อถือ – หน้าและบทความที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อจะเชื่อมโยงเข้าด้วยกันใน Blog แหล่งข้อมูล จะช่วยเสริมให้เว็บไซต์มีความน่าเชื่อถือและดูเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ มากขึ้น
  • ป้องกันการใช้คำหลักร่วมกัน – เนื้อหาที่ครอบคลุมหัวข้อที่คล้ายกันยังคงเชื่อมต่อกันแต่มีความแตกต่างกันเรื่องการใช้คีย์เวิร์ดสำหรับทำ SEO 
  • พัฒนาคุณภาพของ Site ภาพรวม – ยิ่งเว็บไซต์ของคุณโดยรวมดีขึ้นเท่าใด หน้าเว็บแต่ละหน้าก็จะยิ่งมีอันดับดีขึ้นเท่านั้น
  • ให้ข้อมูลเพิ่มเติมในผลการค้นหา – หาก Google เข้าใจไซต์ของคุณดี หน้าเว็บของคุณจะแสดงบน SERP ยกตัวอย่างเช่น ลิงก์ของไซต์พร้อมกับผลการค้นหาหลักของคุณ

กล่าวโดยย่อ โครงสร้างไซต์ทำให้ไซต์ของคุณง่ายสำหรับผู้ใช้และเครื่องมือค้นหาในการไปยังส่วนต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีสำหรับการเพิ่มการเข้าชมและรายได้ด้วยเสริมสร้าง SEO ที่แข็งแกร่ง

องค์ประกอบของโครงสร้างเว็บไซต์

แน่นอน นั่นทำให้เกิดคำถาม อะไรคือส่วนหนึ่งของโครงสร้างของเว็บไซต์ องค์ประกอบใดที่ประกอบกันเป็นโครงสร้างเว็บไซต์

  • เมนูการนำทาง (Navigation menus) – Navigation menus คือเมนูการนำทาง ที่ช่วยนำผู้ใช้งานไปยังไซต์ต่างๆของคุณโดยตรงและเชื่อมโยงหน้าต่างๆ เข้าหากัน
  • Bradcrumps – Bradcrumps คือลิงก์ที่อยู่ด้านบนสุดของเว็บไซต์ โดยเชื่อมโยงไปยังหน้าอื่นๆของเว็บ
  • โครงสร้างลิงค์ (URL) – รูปแบบของ URL ของคุณเป็นส่วนหนึ่งของการวางโครงสร้างเว็บไซต์ ซึ่งมีผลต่อการการจัดอันดับหน้าคำค้นหาของ Search Engine
  • หมวดหมู่เว็บไซต์ (Categories)  – เป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยจัดลำดับหน้าในไซต์ตามหัวข้อ โดยหมวดหมู่เว็บไซต์จะช่วยเชื่อมโยงโดยตรงไปยังโพสต์ทั้งหมด ทำให้ผู้ใช้งานค้นหาข้อมูลเจอได้ง่าย
  • หมวดหมู่ย่อย (Subcategories) – หมวดหมู่ย่อย คือ การแบ่งหัวข้อของคุณออกเป็นส่วนที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น
  • เพจและโพสต์ – เป็นส่วนหลักที่ช่วยให้คนที่คลิกชมเว็บไซต์เข้าใจรูปแบบหน้าเว็บของคุณ โดยแต่ละ Site จะมีการวาง Internal Link เพื่อช่วยเพิ่มประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานบนหน้าเว็บ ตอบโจทย์ Customer Jouney อย่างสมบูรณ์แบบ
  • ส่วนหัว – แสดงที่ด้านบนสุดของหน้าของคุณ และมักจะมีเมนูการนำทางและแถบค้นหา (Navigation menus) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับโครงสร้างไซต์ของคุณ
  • เมนูนำทางส่วนท้าย (Footer navigation) – ส่วนท้ายที่อยู่ในหน้าเว็บไซต์ โดยเป็นปุ่มที่คอยให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมแก่ผู้เยี่ยมชมของคุณ หากต้องการค้นหาข้อมูลส่วนอื่นๆ 
  • แผนผังไซต์ (Sitemap) – แผนผังไซต์ที่มีโครงสร้างดีเป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมในการแสดงหน้าทั้งหมดบนไซต์ของคุณสำหรับเครื่องมือค้นหาและผู้เยี่ยมชม

ด้านล่างนี้ เราจะพูดถึงวิธีเพิ่มประสิทธิภาพแต่ละองค์ประกอบเหล่านี้โดยละเอียด

ประเภทหลักของโครงสร้างเว็บไซต์

มีโครงสร้างเว็บไซต์หลายประเภทที่คุณสามารถปรับใช้กับเว็บไซต์ของคุณได้ เว็บไซต์ต่างๆ ได้นำเสนอประสบการณ์ผู้ใช้ที่แตกต่างกันอย่างมาก และคุณสามารถแบ่งพวกออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก :

  • Top-down – เริ่มต้นด้วยหน้าเว็บทั่วไป และวางโครงสร้างเว็บไซต์ โดยแบ่งแต่ละหน้าเว็บแบบที่เฉพาะเจาะจงอย่างละเอียดยิ่งขึ้น
  • Bottom-up – ตรงกันข้าม โครงสร้างไซต์ประเภทนี้เริ่มต้นด้วยหมวดหมู่ที่เกี่ยวกับโครงสร้างเว็บไซต์ส่วนท้ายก่อน (เมนูนำทางส่วนท้าย) และค่อยแบ่งไปหน้าอื่นๆ จากส่วนนั้น

โครงสร้างเว็บไซต์แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้

1. Hierarchical

โครงสร้างเว็บไซต์ที่พบมากที่สุด คือ โครงสร้างแบบลำดับชั้นแบบ Hierarchical เป็นโครงสร้างแบบคลาสสิกจากบนลงล่างที่มีหน้าแรกอยู่ด้านบน ตามด้วยหน้าระดับบนสุด และหน้าย่อยที่อยู่ด้านล่าง มักจะมีรูปร่างเป็นปิรามิดหรือรากของต้นไม้

ตัวอย่างที่ดีของโครงสร้างเว็บไซต์แบบลำดับชั้น Hierarchical คือเว็บไซต์ข่าวที่แบ่งหน้าแรกตามหมวดหมู่ ซึ่งนำไปสู่แต่ละโพสต์และหน้าต่างๆ ของเว็บไซต์

เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่เริ่มต้นด้วยหมวดหมู่ที่กว้างขึ้น (กางเกง เสื้อเชิ้ต ถุงเท้า) จากนั้นค่อยๆ ลดลงไปสู่การจัดประเภทที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น และจากที่นั่นไปยังหน้าผลิตภัณฑ์

โครงสร้างไซต์แบบลำดับชั้นใช้ได้กับเว็บไซต์เกือบทุกประเภท ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมจึงเป็นที่นิยมและพบเห็นได้ทั่วไป ข้อเสียเพียงอย่างเดียว คือคุณต้องวางแผนล่วงหน้าในการวางโครงสร้างและเปลี่ยนรูปแบบเว็บได้ยาก

2. Linear

สิ่งนี้เรียกอีกอย่างว่าโครงสร้างตามลำดับและค่อนข้างง่าย การวางโครงสร้างหน้าเว็บในลักษณะนี้จะต้องคำนึงประสบการณ์ผู้ใช้เป็นหลักว่าเมื่อคลิกชมที่หน้าแรก แล้วผู้ใช้งานต้องการคลิกชมที่หน้าเว็บไหนต่อ ยกตัวอย่างเช่น หน้าเว็บไซต์ขั้นตอนการลงชื่อสมัครใช้เว็บ > หลักสูตรออนไลน์ > หน้าเว็บชำระเงิน

ในแต่ละการวางโครงสร้างเว็บ ให้ใช้วิธีคิดแบบวางหน้าเว็บแรกแล้วเชื่อมโยงไปยังหน้าเว็บต่อไปแบบเป็นขั้นตอนต่อเนื่องกัน วิธีนี้เป็นการวางโครงสร้างเว็บไซต์แบบเชิงเส้น

3. Webbed

เราเรียกวิธีนี้ว่า  Matrix style ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานมีตัวเลือกมากมายว่าจะคลิกชมไปที่หน้าเว็บไซต์ได้บ้าง โดยสามารถเลือกคลิกชมได้ผ่าน Internal Link, ช่องการค้นหา และเมนูการนำทาง

หนึ่งในตัวอย่างที่มีชื่อเสียงที่สุดของโครงสร้างเว็บไซต์แบบเว็บคือ วิกิพีเดีย

บทความของเว็บไซต์นี้ มีความเชื่อมโยงกันอย่างมาก ดังนั้น คุณจึงสามารถเลือกอ่านหัวข้อที่ต้องการได้และคลิกข้ามจากหัวข้อหนึ่งไปยังอีกหัวข้อหนึ่งได้ภายในเว็บไซต์ นี่เป็นตัวอย่างเว็บไซต์ที่มีหลากหลายหัวข้อและ Site ให้คนเลือกค้นหา เหมือนเป็น Content Hub ที่ผู้ใช้งานสามารถอ่านข้อมูลบนเว็บได้ตลอดทั้งวัน

วิธีวางแผนโครงสร้างเว็บไซต์ของคุณเอง

เอาล่ะ ตอนนี้เรากำลังมาถึงส่วนที่สำคัญที่สุด วิธีใช้ความรู้ข้างต้นกับไซต์ของคุณ ในโพสต์ที่เหลือ เราจะพูดถึงวิธีสร้างโครงสร้างเว็บไซต์ที่ดีสำหรับตัวคุณเอง

ฉะนั้นเราต้องตั้งเป้าหมายบางอย่างก่อน ดังที่กล่าวไปแล้ว หน้าที่ของโครงสร้างเว็บไซต์คือ :

  • จัดกลุ่มหน้าเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องตามหัวข้อไว้ด้วยกัน
  • กำหนดหน้าเว็บไซต์ที่สำคัญที่สุด
  • จัดเตรียมโครงสร้างหน้าเว็บได้อย่างเหมาะสม

เมื่อทำตามขั้นตอนเหล่านี้ จะช่วยเสริมให้ผู้ใช้งานเข้าถึงหน้าใดก็ได้ในไซต์ของคุณด้วยการคลิกสูงสุด 3-4 ครั้ง 

1. กำหนดว่าเว็บไซต์ที่คุณต้องการ

แน่นอน ในการสร้างโครงสร้างเว็บไซต์ของคุณ ก่อนอื่นคุณต้องรู้ว่าคุณต้องการหน้าใด

ขั้นตอนแรก คือ การหาคำสำคัญและวิเคราะห์กลุ่มหมาย สิ่งนี้จะบอกคุณว่าผู้เยี่ยมชมของคุณสนใจหัวข้อไหน ต้องการค้นหาข้อมูลอะไรบ้าง รวมถึงวิธีการจัดกลุ่มหัวข้อของเว็บไซต์ ให้เชื่อมโยงเข้าด้วยกัน 

การจัดกลุ่มมักทำในรูปแบบของกลุ่มหัวข้อ ซึ่งประกอบด้วย หน้าเว็บไซต์ที่ครอบคลุมหัวข้อหลักและข้อมูลของไซต์ ซึ่งเชื่อมต่อไปยังหน้าอื่นๆ โดยเป็นเนื้อหาที่มีการจัดหมวดหมู่และเชื่อม Internal Link ภายในเว็บ

นอกจากนี้ เว็บไซต์ธุรกิจยังต้องประกอบด้วยหน้าเว็บสำคัญ ดังต่อไปนี้ :

  • หน้าแรก (Homepage) – แหล่งรวมข้อมูลของไซต์ทั้งหมด ซึ่งจะเชื่อมโยงไปยังหน้าเว็บไซต์อื่นๆที่สำคัญ สำหรับบางเว็บไซต์ จะเรียกหน้าแรกว่า ‘Blog (บล็อก)’
  • หน้าผลิตภัณฑ์/บริการ (Product/service pages) – หากคุณกำลังขายของบนเว็บไซต์ พาร์ทนี้ควรเป็นส่วนบนที่อยู่บนเมนูหลัก (Main menu)
  • บล็อก (Blog) – หากคุณมีเว็บไซต์ที่เน้นเนื้อหาเป็นหลัก ส่วนนี้ควรเป็นหน้าแรกของคุณหรือปรากฏอย่างเด่นชัดในเมนูการนำทางหลัก (Navigation Menu)
  • เกี่ยวกับเรา (About us) – หน้าเกี่ยวกับเรา เป็นหน้าเว็บที่คนไม่ค่อยอยากจะคลิกอ่าน แต่ยังมีคนส่วนหนึ่งที่อยากรู้ว่า ใครเป็นเจ้าของเว็บไซต์และเว็บนี้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องไหนบ้าง ดังนั้น การมีหน้าเว็บเกี่ยวกับเรา (About us) จึงช่วยตอบโจทย์การค้นหาข้อมูลส่วนนี้ 
  • ติดต่อ (Contact) – หน้าเว็บไซต์ส่วนนี้ จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับคนที่เข้ามาเยี่ยมชมบนเว็บไซต์ เนื่องจากเป็นพาร์ทที่ให้ข้อมูลช่องทางการติดต่อสำหรับซื้อ-ขายสินค้าและบริการ

ส่วนบนที่เรากล่าวไปทั้งหมด เป็นองค์ประกอบของหน้าเว็บไซต์พื้นฐานและเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนโครงสร้างไซต์ของคุณได้

เครื่องมือแนะนำ สำหรับการวางโครงสร้างเว็บไซต์

หากต้องการวางแผนโครงสร้างเว็บไซต์ของคุณให้ดียิ่งขึ้น เครื่องมือเหล่านี้ สามารถช่วยให้คุณวางแผนโครงหน้าเว็บไซต์ให้เชื่อมโยงต่อกันได้เป็นอย่างดี :

  • Diagrams.net (ฟรี) – เครื่องมือที่ทำหน้าที่เหมือน Google Docs โดยคุณสามารถเพิ่มรูปร่างและลูกศร สร้างแผนผังงานและใส่คำอธิบายประกอบองค์ประกอบของคุณ รวมถึง Export ไฟล์งานในรูปแบบต่างๆได้ 
  • DiagramEditor.com (ฟรี) – เครื่องมือนี้จะทำงานเหมือนกับ Tool ข้างบน แต่มีตัวเลือกที่แตกต่างกันเล็กน้อยและโฆษณาเพิ่มเติม
  • Lucidchart (freemium) – เครื่องมือช่วยให้คุณวางแผนผังเว็บไซต์แต่ละหน้าได้โดยออกแบบเป็น Map เชื่อมพาร์ทต่างๆด้วยตัวของคุณเอง โดยคุณสามารถลงทะเบียนด้วยบัญชี Google ของคุณได้
  • Creately (freemium) – เสนอเทมเพลตจำนวนมากเพื่อให้ใช้งานได้จริงและพื้นที่ทำงานที่ใหญ่ขึ้น คุณสามารถเริ่มต้นด้วยบัญชีชั่วคราว แต่จะไม่สามารถบันทึกข้อมูลของคุณได้ มีบัญชีฟรีพร้อมฟังก์ชันจำกัด

หากคุณไม่ถนัดในการใช้เครื่องมือเหล่านี้ คุณยังสามารถสร้างไดอะแกรมโครงสร้างเว็บไซต์โดยใช้ปากกาและกระดาษร่างเองก่อนได้

2. เลือกหมวดหมู่ของโพสต์เว็บไซต์

หมวดหมู่ช่วยจัดระเบียบให้กับเนื้อหาเว็บไซต์ของคุณ ช่วยให้คุณสามารถจัดกลุ่มโพสต์บล็อกหรือผลิตภัณฑ์ตามหัวข้อ เพื่อให้ผู้เข้าชมคลิกดูหัวข้อได้ตามความสนใจ อีกทั้ง หมวดหมู่ยังช่วยให้ผู้เข้าชมและระบบเสิร์ชเอนจิ้นเข้าใจเนื้อหาบนเว็บไซต์ได้ดีขึ้น

เมื่อคุณเริ่มสร้างไซต์ของคุณ คุณควรจัดหมวดหมู่หัวข้อหลัก เพื่อใช้แสดงภาพรวมเนื้อหาเว็บไซต์ส่วนต่างๆ วิธีนี้จะช่วยให้คุณวางโครงสร้างเว็บไปยังหน้าอื่นๆได้ชัดเจนขึ้น และป้องกันไม่ให้คุณเพิ่มสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับผู้ชมหลักของคุณ  ดังนั้น คุณควรตรวจสอบให้แน่ใจว่า ชื่อหมวดหมู่ของคุณชัดเจนและเข้าใจได้ และไม่มีรายการที่ซ้ำกัน

หากคุณมีเว็บไซต์ขนาดใหญ่มาก การแบ่งหมวดหมู่ของคุณออกเป็นหมวดหมู่ย่อยมักจะสมเหตุสมผล ตัวอย่างเช่น ร้านค้าออนไลน์ การมีหมวดหมู่สินค้าที่ชื่อว่า “กางเกง” เพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก อย่างน้อยคุณควรแบ่งเป็น “กางเกงผู้หญิง” และ “กางเกงผู้ชาย” และอาจแยกเป็น “กางเกงยีนส์” “กางเกงขาสั้น” เป็นต้น

นอกจากนี้ เมื่อพูดถึงส่วนที่เป็นเนื้อหาของหน้าเว็บไซต์ ให้คุณจัดหมวดหมู่ด้วยวิธีเดียวกัน โดยแยกหัวข้อใหญ่ก่อนแล้วค่อยเจาะเป็นหัวข้อย่อยๆลงไป ไม่เกิน 2 ข้อหัวใหญ่ หากคุณแบ่งหัวข้อกว้างเกินไป จะทำให้คุณต้องแยกหมวดหมู่ย่อยจำนวนมาก

3. ออกแบบเมนูนำทางของคุณ

เมนูการนำทาง เป็นหนึ่งในเครื่องมือหลักช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถคลิกชมเว็บไซต์ส่วนต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย  ดังนั้น คุณควรให้ความสำคัญกับการออกแบบหน้าเว็บส่วนนี้ โดยคุณต้องเข้าใจภาพรวมของไซต์และมีแถบเมนูส่วนบนที่ชัดเจน เพื่อบอกองค์ประกอบหน้าเว็บส่วนต่างๆ โดยคุณคุณสามารถรวมหมวดหมู่หลักของเว็บไซต์เป็นแถบเมนูส่วนบน จะทำให้คนเข้าถึงเนื้อหาส่วนต่างๆบนเว็บได้ง่ายขึ้น

ตัวอย่างเช่น เปรียบเทียบสิ่งนี้ :

สำหรับสิ่งนี้ :

คุณคิดว่าเมนูการนำทางใดมีประโยชน์มากกว่ากัน

สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ คุณควรสวมบทบาทในมุมมองของผู้ใช้งาน ว่าทำไมพวกเขาเข้ามาใช้ในเว็บไซต์ของคุณ พวกเขาพยายามจะทำอะไรบนหน้าเว็บ ในโครงสร้างเว็บไซต์ของคุณจะเป็นประโยชน์และตอบโจทย์การใช้งานของพวกเขาแล้วหรือยัง

ขณะเดียวกัน ไม่ควรใส่ข้อมูลบนเว็บไซต์เยอะจนเกินไป เพราะจะทำให้เข้าใจและทำให้การใช้งานยุ่งยากเกินไปสำหรับผู้ใช้งาน หากเนื้อหาเยอะซับซ้อนเกินไป จะทำให้ผู้ใช้งานออกจากหน้าเว็บได้ง่าย หลักๆแล้วคุณควรโฟกัสเฉพาะเนื้อหาเว็บที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้งาน

นอกจากนี้ คุณควรตรวจสอบให้แน่ใจ แถบเมนูต่างๆ ลิงก์ไปยังหน้าเว็บนั้นหรือไม่ ข้อความบนเมนู เข้าใจง่ายและมีความชัดเจนหรือไม่ เมื่อผู้ใช้งานคลิกบนเมนูแล้ว ปรากฎหน้าที่ต้องการชมหรือไม่ 

สุดท้าย ให้วิธีง่ายๆ ในการกลับไปที่หน้าแรกของเว็บไซต์ การทำ Breadcrumbs เป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมสำหรับสิ่งนี้ ที่สำคัญอย่าลืมทำให้โลโก้ไซต์ของคุณเชื่อมโยงกลับไปที่หน้าแรกของคุณด้วย

4. ตั้งค่าโครงสร้าง URL/Permalink ของคุณ

เช่นเดียวกับเมนูการนำทาง คุณต้องสร้าง URL และโครงสร้างลิงก์ถาวรที่เป็นมิตรกับผู้ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ SEO  คำแนะนำเบื้องต้นสำหรับส่วนนี้ ให้คุณลองนึกว่า ถ้ามีคนส่งลิงก์หน้าเว็บหนึ่งมาให้คุณ ดูจากชื่อแล้วคุณอยากคลิกที่หน้าเว็บนั้นหรือไม่ 

เปรียบเทียบ ตัวอย่างเช่น URL ทั้งสองนี้:
1.https://wordpress.com/go/?p=375
2.https://wordpress.com/go/web-design/create-no-code-wordpress-themes/

แล้วคุณล่ะ คิดว่าอันไหนเข้าใจง่ายกว่ากัน แล้วอยากกดที่ชื่อไหนมากกว่ากัน

โชคดีที่ WordPress สร้าง URL ที่เป็นมิตรกับผู้ใช้งาน โดยค่าเริ่มต้น จะแสดงชื่อโพสต์หรือ Page Title ด้วย URL เสมอ (เรียกว่า slug) ซึ่งคุณสามารถแก้ไขได้อย่างง่ายดายในเครื่องมือแก้ไขโพสต์ภายใต้ URL

นอกจากนี้ คุณยังสามารถปรับแต่งโครงสร้าง URL เพิ่มเติมใน WP Admin ได้ ที่ Settings > Permalinks

คุณสามารถเลือกลิงก์ในแบบต่างๆได้ ซึ่งจะเป็นชื่อที่กำหนดจากวันที่เผยแพร่ หรือแม้แต่ชื่อผู้แต่งเอง นอกจากนี้ คุณยังสามารถตั้งค่าโครงสร้างของคุณเองได้หากต้องการ โดยใช้แท็กด้านล่าง

ชื่อ URLs ที่เหมาะสมในที่นี้ขึ้นอยู่กับประเภทของไซต์ของคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับอีคอมเมิร์ซ ควรเลือกชื่อที่มีการจัดหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์ใน URL  เช่นเดียวกับหน้าเว็บบล็อก (Blogs)  ที่เชื่อมโยงมาที่หน้าเว็บไซต์หลัก หากคุณกำหนดหน้าเว็บไซต์ย่อย จากหมวดหมู่ต่างๆ จะทำให้คุณสามารถสร้างเนื้อหาเว็บไซต์ที่แยกเป็นแต่ละพาร์ทไว้ชัดเจน โดยเชื่อมโยงหัวข้อต่างๆไว้ด้วยกันได้ โดยสิ่งหนึ่งที่คุณควรหลีกเลี่ยง คือ การใส่วันที่ใน URL เนื่องจากชื่อ URL จะเป็นชื่อถาวรแม้ว่าคุณจะแก้ไขในระหว่างนั้นก็ตาม

5. ใช้ Contextual Links บนหน้าเว็บไซต์

Internal Link เป็นหัวใจสำคัญของการวางโครงสร้างเว็บไซต์ เพราะเป็นเส้นทางที่ทำให้ผู้ใช้งานคลิกชมไปยังหน้าอื่นๆของเว็บได้  เป็นตัวช่วยที่จัดเตรียมเส้นทางสำหรับผู้เยี่ยมชมและบอทรวบรวมข้อมูล ตัวอย่างเช่น เมนูการนำทางที่เป็น Internal Link

หนึ่งในเครื่องมือที่สำคัญที่สุดสำหรับทำ Internal Link คือ การวางลิงค์ในบทความ (Contextual Links) ซึ่งปรากฏในข้อความเนื้อหา เช่น ข้อความนี้ ลิงก์ตามบริบทให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเนื้อหาของคุณ

วิธีนี้จะทำให้ผู้เข้าชมเว็บ คลิกไปยังหน้าที่เกี่ยวข้องมากได้มากขึ้น นอกจากนี้ Google ยังให้ความสำคัญกับเรื่อง Anchor text (ข้อความที่มีลิงก์กำหนดไว้) และใช้ Contextual Links แบบเป็นลิงก์คลิกเพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเนื้อหาของไซต์ของคุณ ด้วยเหตุนี้ สิ่งสำคัญยิ่งสำหรับการวางโครงสร้างเว็บไซต์ที่ดี คือ กลยุทธ์การเชื่อมโยงลิงค์ตามบริบทที่ดี

กลยุทธ์การเชื่อมโยงลิงค์มีลักษณะอย่างไร

อันดับแรก  ให้วางลิงก์เชื่อมโยงจากแต่ละหน้าไปยังเนื้อหาที่เกี่ยวข้องอื่นๆ บนไซต์ของคุณเป็นประจำ เช่นเดียวกับที่เราทำในโพสต์นี้ ซึ่งเราจะชี้ให้เห็นว่า การทำแบบนี้จะทำให้บทความมีความน่าสนใจยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม อย่าเชื่อมโยงหน้าและเพิ่มลิงก์มากเกินไป เพราะอาจทำให้ผู้ใช้งานคลิกไปหน้าเว็บเดิมซ้ำๆกันหลายรอบ ดังนั้น คุณต้องการหาความสมดุลระหว่างหน้าเว็บที่คนอยากคลิกจริงๆ กับลิงก์ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา กฎที่ดีที่สุด คือ ควรวางลิงก์ประมาณ 3-5 ลิงก์ ต่อ 1,000 คำ

อย่างไรก็ตาม นี่คือส่วนที่สำคัญที่สุด ไม่ควรใส่ลิงก์ไปจำนวนมาก หรือใส่ลิงก์ในจำนวนที่เท่าๆกันหลายหน้าเว็บ สิ่งที่คุณควรคำนึงเป็นอย่างแรกคือ ลิงก์ที่คุณนำไปใส่แบบ  Anchor text ควรเข้ากับเนื้อหาเว็บไซต์มากที่สุด นั่นเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเราถึงเรียกลิงก์ลักษณะนี้ว่า Contextual links หลีกเลี่ยงการวางลิงก์ที่สุ่มและไม่เป็นประโยชน์กับเนื้อหา

ถ้าทำลิงก์บนหน้าเว็บผลิตภัณฑ์จะเป็นอย่างไร เนื่องจาก Contextual links ไม่เหมาะกับหน้าเว็บไซต์แบบอีคอมเมิร์ซ แต่จะเหมาะกับหน้าเว็บที่เป็น Blogs บทความมากกว่า หากคุณต้องการใส่ลิงก์เชื่อมโยง ควรใส่ลิงก์แบบที่เป็น “สินค้าที่เกี่ยวข้อง” หรือ “ลูกค้าที่ซื้อด้วย” จะเข้ากับหน้าเว็บลักษณะนี้มากกว่า

6. ตั้งค่า Breadcrumbs

เราได้กล่าวถึง Breadcrumbs ไปบ้างแล้ว ในกรณีที่คุณยังไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร นี่คือตัวอย่าง :

การทำ Breadcrumbs จะมีประโยชน์กับเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ โดยทั่วไป Breadcrumbs จะแสดงโครงสร้างเว็บไซต์ของคุณ ซึ่งประกอบด้วยหน้าเว็บหลักและหมวดหมู่ของแต่ละหน้า

จนถึงปัจจุบันล่าสุดที่คุณเปิดใช้งานอยู่ จะช่วยให้ผู้ใช้งานทราบว่าพวกเขาอยู่ที่หน้าไหนของเว็บและจะย้อนกลับไปที่หน้าเดิมได้อย่างไร อีกทั้งส่วนนี้ ยังแสดงให้ข้อมูลเกี่ยวกับหัวข้อและโครงสร้างไซต์ต่างๆ ที่จะส่งผลให้เสิร์ชเอนจิ้นค้นหาหน้าเว็บเจอได้ง่าย

7. วางแผนเมนูนำทางส่วนท้าย

ดังที่ได้กล่าวไว้ ส่วนท้ายเป็นองค์ประกอบที่ไม่ค่อยถูกใช้งาน หลายเว็บไซต์มักจะวาง ข้อความลิขสิทธิ์และ “Proudly Powered by WordPress” ไว้ในส่วนท้าย อย่างไรก็ตาม คุณสามารถปรับแต่งให้เป็นอย่างอื่นได้อีกมาก

ตัวอย่างเช่น เป็นตำแหน่งที่ดีมากในการเพิ่มลิงก์ไปยังนโยบายความเป็นส่วนตัวของคุณและหน้าอื่นๆ ที่กฎหมายกำหนด แต่ไม่จำเป็นต้องปรากฏอย่างเด่นชัด โดยส่วนท้ายลักษณะนี้จะปรากฎในทุกๆหน้าของเว็บ
ตัวอย่างอื่นๆ ได้แก่ :

  • เอกสาร
  • คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
  • ข้อมูลติดต่อ (Contact Us)

ในขณะเดียวกัน เมนูส่วนท้าย ยังเป็นจุดที่ทำให้ผู้ใช้งานซึ่งกำลังจะออกไปจากหน้าเว็บ (เนื่องจากพวกเขามาถึงจุดสิ้นสุดของหน้าแล้ว) กลับมาใช้งานบนเว็บได้อีกครั้ง อย่างเช่น การใส่แบบฟอร์มลงทะเบียนรับจดหมายข่าวไอคอนโซเชียลมีเดีย แถบค้นหา โพสต์ล่าสุด หรือ คำกระตุ้นการตัดสินใจ ที่ทำให้คนคลิกชมบนหน้าเว็บไซต์ต่อ

8. สร้างแผนผังไซต์ XML

แผนผังไซต์ XML คือ เอกสารที่แสดงหน้าเว็บที่มีอยู่ทั้งหมดบนไซต์ของคุณในรูปแบบข้อความที่ง่าย เพื่อให้เสิร์ชเอนจิ้นของกูเกิ้ลรวบรวมข้อมูลของหน้าเว็บได้ง่าย นี่คือตัวอย่าง :

คุณสามารถส่ง แผนผังไซต์ XML ผ่านเครื่องมือของผู้ดูแลเว็บเพื่อช่วยให้เสิร์ชเอนจิ้นค้นพบเนื้อหาทั้งหมดบนไซต์ของคุณ หากไซต์อยู่บน WordPress.com ไซต์นั้นจะมาพร้อมกับแผนผังไซต์โดยอัตโนมัติ คุณสามารถค้นหาได้ ใน example.com/sitemap.xml และคุณยังสามารถใช้ที่อยู่นี้เพื่อส่งไปยังเสิร์ชเอนจิ้นได้

นอกเหนือจากนั้น วิธีที่ง่ายที่สุดในการสร้างแผนผังเว็บไซต์ คือ การใช้ปลั๊กอิน SEO plugins จำนวนมากเช่น Yoast หรือ Rank Math มีฟังก์ชันนี้อยู่ในตัว ดังนั้น หากคุณมีเครื่องมือเหล่านี้อยู่ในไซต์ของคุณแล้ว จะช่วยเสริมประสิทธภาพการทำ SEO นอกจากนี้ยังมีปลั๊กอินแบบที่เป็น แผนผังไซต์โดยเฉพาะ เช่น XML Sitemaps ที่คุณสามารถใช้เพื่อจุดประสงค์นี้ได้ คุณสามารถติดตั้งสิ่งเหล่านี้ในแผนธุรกิจเว็บไซต์

เรียนรู้วิธีวางแผนโครงสร้างเว็บไซต์ของคุณเพื่อ SEO ที่ดีขึ้น

เมื่อพูดถึงการสร้างเว็บไซต์ โครงสร้างเว็บไซต์ของคุณสนใจ เพราะเป็นการวางรากฐานสำหรับการนำทางของผู้เข้าชมและเครื่องมือค้นหาสำรวจหน้าเว็บไซต์ของคุณ

สิ่งแรกที่ควรคำนึงถึง คือ ประเภททั่วไปของโครงสร้างเว็บไซต์ที่คุณจะเลือกใช้ สำหรับเว็บไซต์ส่วนใหญ่ จะเป็นโครงสร้างที่จัดอยู่ในลำดับชั้นบางประเภท หลังจากนั้นก็เป็น ขั้นตอนการรีเสิร์ชข้อมูลและตัดสินใจเกี่ยวกับหัวข้อและเนื้อหาที่สำคัญที่สุดสำหรับเว็บ ส่วนที่เหลือเป็นการลิงก์การทำงานของโครงสร้างเว็บไซต์ในส่วนต่างๆ

สิ่งที่ยอดเยี่ยมก็คือ เมื่อคุณค้นพบโครงสร้างเว็บไซต์ของคุณ เว็บไซต์ควรสัมพันธ์กับผู้ใช้งานและอย่าลืมว่าเว็บไซต์ของคุณยังคงสะท้อนตัวตนของเว็บและต้องตอบโจทย์ผู้ใช้งานมากที่สุด

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *